แสดงรหัสผ่าน
ufabet
บาคาร่า
บาคาร่า
joker

หน้าหลัก ทั่วไป

กินวิตามิน ดีอย่างไร

185 views

กินวิตามิน ดีอย่างไร

        กินวิตามิน ดีอย่างไรวิตามินเป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่ที่เรากินกันอยู่ ซึ่งจะเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชและสัตว์ต่าง ๆ โดยร่างกายของคนเราจะใช้วิตามินเพื่อนำมาช่วยทำให้มีปฏิกิริยาในร่างกายเกิดขึ้น ส่งผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปตามปกติ หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ วิตามินเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นในรถยนต์ที่จำเป็นต้องมี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้ให้พลังงานแก่รถ”

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าวิตามินเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมีแต่คุณประโยชน์ แต่รู้ไหมว่าวิตามินต่าง ๆ มีความลับซ่อนอยู่ที่หากคุณได้รู้จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมและดีต่อร่างกายยิ่งขึ้นได้

ประเภทของวิตามิน

วิตามินสามารถแบ่งออกตามคุณสมบัติการละลายและการดูดซึมได้ 2 ประเภท ดังนี้

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ

ได้แก่ กลุ่มวิตามินบีรวม และวิตามินซี วิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ดีในน้ำ เมื่อรับประทานวิตามินประเภทนี้เข้าไปจะถูกดูดซึมอยู่ในร่างกาย 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หรือเหงื่อ เพราะวิตามินประเภทนี้ละลายน้ำได้ดี จึงทำให้โอกาสสะสมในร่างกายมีน้อย และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง จึงจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับวิตามินเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอทุกๆ วัน

  • วิตามินที่ละลายในไขมันหรือน้ำมัน

ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค วิตามินประเภทนี้จะละลายได้ดีในไขมัน หรือน้ำมันเท่านั้น เมื่อร่างกายดูดซึมไปใช้ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อ หรือไขมันในร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้

ดังนั้นหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป หรือได้รับติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะเกิดการเก็บสะสมไว้ในร่างกาย และส่งผลเสียต่อร่างกายได้

 

ประโยชน์ของวิตามินต่างๆ

วิตามินเอ

  1. ช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อในทางเดินหายใจ
  2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยรักษาโรคตาได้หลายโรค โดยช่วยสร้างเม็ดสีที่มีคุณสมบัติไวต่อแสง
  3. ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. วิตามินเอช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
  5. ช่วยลดจุดด่างดำ รอยแผลเป็น รอยแผลสิวที่ผิวหนังได้ดี
  6. ช่วยสร้างเนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่าง ๆ ให้มีสุขภาพดีขึ้น
  7. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ผิวพรรณ ผม ฟัน เหงือก และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก
  8. รักษาโรคถุงลมโป่งพองและไทรอยด์เป็นพิษได้
  9. หากใช้ทาบริเวณผิวหนังจะช่วยรักษาสิวได้ ลดริ้วรอยตื้น ๆ
  10. ช่วยรักษาโรคผิวหนังชนิดเป็นตุ่มพุพองที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ฝี ชันนะตุ และแผลเปิดต่าง ๆ ผลจากการขาดวิตามินเอ จะทำให้นัยน์ตาแห้ง มีอาการตาบอดตอนกลางคืน การขาดวิตามิน สาเหตุอาจมาจากการดูดซึมไขมันบกพร่องเรื้อรัง พบมากในวัยเด็กอายุไม่เกิน 5 ขวบ เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

วิตามินบี 1 

  1. รักษาโรคจากการขาดวิตามินบี 1 ได้แก่โรคเหน็บชา
  2. เสริมสร้างการเจริญเติบโต
  3. ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้เป็นดี
  4. ช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจให้ทำงานเป็นปกติ
  5. ช่วยบำรุงสมอง ความคิด สติปัญญาให้ดีขึ้น
  6. ช่วยบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน
  7. บรรเทาอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดทำฟัน
  8. ช่วยรักษาโรคงูสวัด
  9. วิตามินชนิดนี้มีคุณสมบัติในการขับปัสสาวะอย่างอ่อน ๆ

วิตามินบี 2

  1. ช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์
  2. บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม
  3. เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา
  4. ช่วยลดความเจ็บปวดจากไมเกรน
  5. กำจัดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น
  6. ทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ ในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน

วิตามินบี

  1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
  2. ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
  4. ช่วยในกระบวนการรักษาแผล
  5. ช่วยรักษาอาการช็อกหลังการผ่าตัด
  6. ช่วยป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกาย
  7. ช่วยลดความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบในผู้ป่วยบางรายได้
  8. ช่วยรักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า
  9. ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย

วิตามินบี 6

  1. วิตามินบี 6 ทำงานร่วมกับวิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิค (Folic acid) ในการลดระดับกรดอะมิโน (Amino acid) ที่มีชื่อว่า โฮโมซิสเทอีน (Homocysteine) ในกระแสเลือด ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดลง
  2. เสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน
  3. ป้องกันการเกิดนิ่วในไต
  4. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดีขึ้น
  5. ช่วยในการเปลี่ยนรูปทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกายให้เป็นวิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin)
  6. ช่วยป้องกันโรคทางระบบประสาทและผิวหนังหลายชนิด
  7. ลดอาการคลื่นไส้ (ยาบรรเทาอาการแพ้ท้องหลายขนานที่แพทย์สั่งมีวิตามินบี 6 เป็นส่วนประกอบ)
  8. ช่วยส่งเสริมการสร้างกรดนิวคลิอิก (Nucleic acid) ที่ชะลอกระบวนการชราได้
  9. ลดอัตราอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งในเวลากลางคืน ขาเป็นตะคริว มือชา และปลายประสาทที่แขนขาอักเสบบางชนิด

วิตามินบี 7

  1. ไบโอติน ช่วยป้องกันผมหงอกได้ดี
  2. ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
  3. ช่วยในการเผาผลาญไขมันและโปรตีน
  4. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน
  5. ช่วยบรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ผดผื่นคันต่าง ๆ
  6. ช่วยป้องกันและบำรุงรักษาเล็บที่แห้งเปราะ

วิตามินบี 12

  1. ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น
  2. ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว
  3. ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด
  4. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
  5. ประโยชน์วิตามินบี 12 ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหาร
  6. ทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม
  7. มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
  8. ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
  9. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่
  10. ปริมาณ 80 ไมโครกรัมต่อวันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งของกระดูกและช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

วิตามินซี

  1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  2. การรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้ผิวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  4. ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัด
  5. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
  6. ประโยชน์วิตามินซี ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด
  7. ช่วยต่อต้านการสร้างสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง)
  8. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  9. ประโยชน์ของวิตามินซี ช่วยลดความดันเลือด
  10. ช่วยลดการเกิดเส้นเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
  11. ช่วยต่อชีวิตให้เซลล์โดยช่วยให้โปรตีนในเซลล์เกาะเกี่ยวกันได้ดีขึ้น
  12. ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก
  13. เป็นยาระบายตามธรรมชาติ
  14. เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  15. ช่วยลดอาการที่เป็นผลมาจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
  16. ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด
  17. ช่วยเร่งให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วยิ่งขึ้น
  18. ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้ให้หายเร็วยิ่งขึ้น

วิตามินดี

  1. ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
  1. หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอและวิตามินซีจะช่วยป้องกันโรคหวัดได้
  2. ช่วยในการรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ
  3. ช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอ

วิตามินอี

  1. ช่วยทำให้แลดูอ่อนกว่าวัย โดยชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์
  2. ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี
  3. ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพความทนทาน
  4. ช่วยปกป้องปอดจากมลพิษทางอากาศ โดยทำงานร่วมกับวิตามินเอ
  5. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้หลายชนิด
  6. เพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคให้เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์
  7. ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม
  8. ช่วยป้องกันและสลายลิ่มเลือด
  9. ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย
  10. ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก
  11. ป้องกันแผลเป็นหนานูน ทั้งภายนอกและภายใน
  12. เร่งให้แผลไหม้บริเวณผิวหนังหายเร็วยิ่งขึ้น
  13. ทำงานคล้ายยาขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิต
  14. ช่วยในการป้องกันภาวะแท้ง
  15. บรรเทาอาการตะคริวหรือขาตึง
  16. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอัมพฤกษ์ อัมพาต
  17. ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคอัลไซเมอร์ได้

วิตามินเค

  1. ช่วยป้องกันเลือดออกภายในและเลือดออกไม่หยุด
  2. ช่วยบรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  3. ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด
  4. ช่วยป้องกันกระดูกเปราะบาง

joker เกมส์สล็อตออนไลน์ใหม่ บาคาร่า เกมส์ไพ่ยอดฮิต แทงบอลออนไลน์ เดิมพันขั้นต่ำ 10 บาท ได้ที่ UFABET

« | »

Last Update : 30 พฤษภาคม 2020