SA Gaming
SA Gaming
Sexy Baccarat
Sexy Baccarat
WM Casino
WM Casnio
eBET
eBet
BG Big Gaming
BIG Gaming
Pretty Gaming
Pretty Gaming
Dream Gaming
Dream Gaming

ทั่วไป

กินวิตามิน ดีอย่างไร

เผยแพร่เมื่อ 30 พฤษภาคม 2020

กินวิตามิน ดีอย่างไร

        กินวิตามิน ดีอย่างไรวิตามินเป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่ที่เรากินกันอยู่ ซึ่งจะเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชและสัตว์ต่าง ๆ โดยร่างกายของคนเราจะใช้วิตามินเพื่อนำมาช่วยทำให้มีปฏิกิริยาในร่างกายเกิดขึ้น ส่งผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปตามปกติ หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ วิตามินเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นในรถยนต์ที่จำเป็นต้องมี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้ให้พลังงานแก่รถ”

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าวิตามินเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมีแต่คุณประโยชน์ แต่รู้ไหมว่าวิตามินต่าง ๆ มีความลับซ่อนอยู่ที่หากคุณได้รู้จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมและดีต่อร่างกายยิ่งขึ้นได้

ประเภทของวิตามิน

วิตามินสามารถแบ่งออกตามคุณสมบัติการละลายและการดูดซึมได้ 2 ประเภท ดังนี้

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ

ได้แก่ กลุ่มวิตามินบีรวม และวิตามินซี วิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ดีในน้ำ เมื่อรับประทานวิตามินประเภทนี้เข้าไปจะถูกดูดซึมอยู่ในร่างกาย 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หรือเหงื่อ เพราะวิตามินประเภทนี้ละลายน้ำได้ดี จึงทำให้โอกาสสะสมในร่างกายมีน้อย และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง จึงจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับวิตามินเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอทุกๆ วัน

  • วิตามินที่ละลายในไขมันหรือน้ำมัน

ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค วิตามินประเภทนี้จะละลายได้ดีในไขมัน หรือน้ำมันเท่านั้น เมื่อร่างกายดูดซึมไปใช้ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อ หรือไขมันในร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้

ดังนั้นหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป หรือได้รับติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะเกิดการเก็บสะสมไว้ในร่างกาย และส่งผลเสียต่อร่างกายได้

 

ประโยชน์ของวิตามินต่างๆ

วิตามินเอ

  1. ช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อในทางเดินหายใจ
  2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยรักษาโรคตาได้หลายโรค โดยช่วยสร้างเม็ดสีที่มีคุณสมบัติไวต่อแสง
  3. ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. วิตามินเอช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
  5. ช่วยลดจุดด่างดำ รอยแผลเป็น รอยแผลสิวที่ผิวหนังได้ดี
  6. ช่วยสร้างเนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่าง ๆ ให้มีสุขภาพดีขึ้น
  7. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ผิวพรรณ ผม ฟัน เหงือก และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก
  8. รักษาโรคถุงลมโป่งพองและไทรอยด์เป็นพิษได้
  9. หากใช้ทาบริเวณผิวหนังจะช่วยรักษาสิวได้ ลดริ้วรอยตื้น ๆ
  10. ช่วยรักษาโรคผิวหนังชนิดเป็นตุ่มพุพองที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ฝี ชันนะตุ และแผลเปิดต่าง ๆ ผลจากการขาดวิตามินเอ จะทำให้นัยน์ตาแห้ง มีอาการตาบอดตอนกลางคืน การขาดวิตามิน สาเหตุอาจมาจากการดูดซึมไขมันบกพร่องเรื้อรัง พบมากในวัยเด็กอายุไม่เกิน 5 ขวบ เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

วิตามินบี 1 

  1. รักษาโรคจากการขาดวิตามินบี 1 ได้แก่โรคเหน็บชา
  2. เสริมสร้างการเจริญเติบโต
  3. ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้เป็นดี
  4. ช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจให้ทำงานเป็นปกติ
  5. ช่วยบำรุงสมอง ความคิด สติปัญญาให้ดีขึ้น
  6. ช่วยบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน
  7. บรรเทาอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดทำฟัน
  8. ช่วยรักษาโรคงูสวัด
  9. วิตามินชนิดนี้มีคุณสมบัติในการขับปัสสาวะอย่างอ่อน ๆ

วิตามินบี 2

  1. ช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์
  2. บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม
  3. เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา
  4. ช่วยลดความเจ็บปวดจากไมเกรน
  5. กำจัดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น
  6. ทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ ในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน

วิตามินบี

  1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
  2. ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
  4. ช่วยในกระบวนการรักษาแผล
  5. ช่วยรักษาอาการช็อกหลังการผ่าตัด
  6. ช่วยป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกาย
  7. ช่วยลดความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบในผู้ป่วยบางรายได้
  8. ช่วยรักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า
  9. ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย

วิตามินบี 6

  1. วิตามินบี 6 ทำงานร่วมกับวิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิค (Folic acid) ในการลดระดับกรดอะมิโน (Amino acid) ที่มีชื่อว่า โฮโมซิสเทอีน (Homocysteine) ในกระแสเลือด ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดลง
  2. เสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน
  3. ป้องกันการเกิดนิ่วในไต
  4. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดีขึ้น
  5. ช่วยในการเปลี่ยนรูปทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกายให้เป็นวิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin)
  6. ช่วยป้องกันโรคทางระบบประสาทและผิวหนังหลายชนิด
  7. ลดอาการคลื่นไส้ (ยาบรรเทาอาการแพ้ท้องหลายขนานที่แพทย์สั่งมีวิตามินบี 6 เป็นส่วนประกอบ)
  8. ช่วยส่งเสริมการสร้างกรดนิวคลิอิก (Nucleic acid) ที่ชะลอกระบวนการชราได้
  9. ลดอัตราอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งในเวลากลางคืน ขาเป็นตะคริว มือชา และปลายประสาทที่แขนขาอักเสบบางชนิด

วิตามินบี 7

  1. ไบโอติน ช่วยป้องกันผมหงอกได้ดี
  2. ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
  3. ช่วยในการเผาผลาญไขมันและโปรตีน
  4. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน
  5. ช่วยบรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ผดผื่นคันต่าง ๆ
  6. ช่วยป้องกันและบำรุงรักษาเล็บที่แห้งเปราะ

วิตามินบี 12

  1. ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น
  2. ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว
  3. ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด
  4. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
  5. ประโยชน์วิตามินบี 12 ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหาร
  6. ทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม
  7. มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
  8. ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
  9. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่
  10. ปริมาณ 80 ไมโครกรัมต่อวันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งของกระดูกและช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

วิตามินซี

  1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  2. การรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้ผิวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  4. ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัด
  5. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
  6. ประโยชน์วิตามินซี ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด
  7. ช่วยต่อต้านการสร้างสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง)
  8. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  9. ประโยชน์ของวิตามินซี ช่วยลดความดันเลือด
  10. ช่วยลดการเกิดเส้นเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
  11. ช่วยต่อชีวิตให้เซลล์โดยช่วยให้โปรตีนในเซลล์เกาะเกี่ยวกันได้ดีขึ้น
  12. ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก
  13. เป็นยาระบายตามธรรมชาติ
  14. เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  15. ช่วยลดอาการที่เป็นผลมาจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
  16. ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด
  17. ช่วยเร่งให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วยิ่งขึ้น
  18. ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้ให้หายเร็วยิ่งขึ้น

วิตามินดี

  1. ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
  1. หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอและวิตามินซีจะช่วยป้องกันโรคหวัดได้
  2. ช่วยในการรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ
  3. ช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอ

วิตามินอี

  1. ช่วยทำให้แลดูอ่อนกว่าวัย โดยชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์
  2. ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี
  3. ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพความทนทาน
  4. ช่วยปกป้องปอดจากมลพิษทางอากาศ โดยทำงานร่วมกับวิตามินเอ
  5. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้หลายชนิด
  6. เพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคให้เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์
  7. ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม
  8. ช่วยป้องกันและสลายลิ่มเลือด
  9. ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย
  10. ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก
  11. ป้องกันแผลเป็นหนานูน ทั้งภายนอกและภายใน
  12. เร่งให้แผลไหม้บริเวณผิวหนังหายเร็วยิ่งขึ้น
  13. ทำงานคล้ายยาขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิต
  14. ช่วยในการป้องกันภาวะแท้ง
  15. บรรเทาอาการตะคริวหรือขาตึง
  16. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอัมพฤกษ์ อัมพาต
  17. ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคอัลไซเมอร์ได้

วิตามินเค

  1. ช่วยป้องกันเลือดออกภายในและเลือดออกไม่หยุด
  2. ช่วยบรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  3. ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด
  4. ช่วยป้องกันกระดูกเปราะบาง

joker เกมส์สล็อตออนไลน์ใหม่ บาคาร่า เกมส์ไพ่ยอดฮิต แทงบอลออนไลน์ เดิมพันขั้นต่ำ 10 บาท ได้ที่ UFABET

อัพเดทล่าสุด : 30 พฤษภาคม 2020